Tuesday, March 06, 2007



เย็น ๆ ๆ ขี้เกียจกลับบ้าน (แบบว่าพอบ้านไกลก็เริ่มเตลิด) ก็เลยไปหาอะไรถ่ายรูปเล่น ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วก็ตั้งใจจะมานานแล้ว เพราะเห็นประกาศมานานแล้วเกี่ยวกับการแสดงที่สวนสราญรมย์ ซึ่งเป็นสวนที่มาแล้วครั้งหนึ่งมั้ง แต่เนื่องจากไม่รู้ว่าชื่ออะไรก็เลยไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน (แต่ก็ไม่ยากเกินจมูกเราได้....) มาถึงก็ให้ได้อึ้งเลย แบบว่าเป็นช่วงการแสดงของกลุ่มลุ่มแม่น้ำปิง(มั้ง..ชื่อไม่จำตลอด) เมืองมาก ๆ จนที่ว่าต้องให้แม่ได้ฟังแบบว่าเมืองได้ใจ ไม่รู้ว่าคนที่นั่ง ๆ ฟังนี่เข้าใจกันบ้างไหมเพราะดู ๆ หน้าแล้ว ออกจะภาคกลางมาก ๆ เท่าที่รู้ก็มีการแสดงหลาย ๆ อย่างสลับกันไป จัดกันไปจนเกือบ ๆ หลังสงกรานต์โน้นหละมั้ง ทุก ๆ อาทิตย์ (น่าอิจฉาคนอยู่แถว ๆ นี้จัง)
เราก็เลยได้เริ่มยิงชัตเตอร์จากนี้ไป แต่จะว่าไปช่วงคั่นรายการก็มีพิธีกรที่ออกมาพูดทั้งไทย และอังกฤษ ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ เพราะเท่าที่ดูแล้วต่างชาติก็มีพอสมควร น่าเป็นแหล่งมาฝึกภาษาได้อยู่บ้าง จากนั้นก็ลองเดินดูรอบ ๆสวน ก็มีการจัดแบ่งการแสดงต่าง ๆ กันไป ทั้งการสาธิต บ้าน 5 ภาค ซึ่งจำลองมา รวมที่ขาดไม่ได้คือของกิน ก็มีทุกที่ แต่งานนี้เราไม่ได้อยู่จนถึงการแสดงแสง สี ตอนกลางคืน ด้วยอารมณ์ที่ว่าเบื่อแล้ว
ก็เลยลาจากไปก่อน(เอาไว้คราวหน้าค่อยมาใหม่) ก็เลยเลาะไปเรื่อย ๆ ข้างวัดพระแก้ว ก็เลี้ยวตัดมาสนามหลวงหลังจากคิดได้ว่าไปแวะท่าพระจันทร์หน่อยดีกว่า ก็เจอกับชีวิตครอบครัวยามเย็นของกรุงเทพ อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคือฤดูการเล่นว่าว อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว แต่ตอนเย็นก็ยังไม่เลวร้ายนัก เพราะยังมีลมเย็น ๆ พัดให้ได้ให้หายเหนื่อย หลังจากลัดเลาะท่าพระจันทร์แล้ว ตัดผ่านธรรมศาสตร์แล้ว ก็ว่าจะกลับ้านแล้ว หูก็พลันๆ ได้ยินเสียงเล่นโขนจากหอประชุมแห่งขาติ ก็เลยต้องให้หักเลี้ยวแถบคอหัก อืม.....คนเยอะใช่ย่อยเลยนะนี่ (แบบว่าดู ๆ แล้ว ส่วนใหญ่อายุ 50 ขึ้นทั้งนั้น) ท่าทางจะเป็นแฟนตัวยงกันของกรมศิลฯแน่ ๆ ที่ไม่รวมนับเหล่าบรรดาผู้ปกครองของลิงน้อยที่คอยมาดูและให้กำลังใจ ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนไหน ของวรรณคดี เพราะเราเข้ามาเจอก็น่าจะใกล้จบแล้ว โดยเดาเอาจากองค์ที่เหลือก็น่าจะเป็นแย่งหังกเศียรช้างหละมั้ง ก็โอเคเลย ดูตื่นตาดี อยากให้ต่างชาติได้เข้ามาดูเยอะจังเพราะอย่างน้อยก็เป็นของไทย ๆ และที่สำคัญก็ไม่เสียค่าเข้าชมด้วย เป็นการนั่งดูสบาย ๆ หรืออาจจะมีกล่องรับบริจาคเพื่อฃ่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟ ก็ได้ หรือว่าเป็นกองทุนของกรมต่อไปก็ได้ แต่ที่เรารู้อยู่อย่างคือ คุณปกรณ์ (หรือเปล่า) ที่เป็นพระเอกของกรมศิลฯ นี่เป็นขวัญใจของเหล่าบรรดาแม่ ๆ มาก เพราะส่วนใหญ่จะรอดู จากทีได้ยินคุยถึง ซึ่งเราไฃก็ไม่รู้ว่ายากแค่ไหน หรืออ่อนช้อยแค่ไหน แต่เท่าที่เคยได้ยินมาคือรำฉุยฉายจะเป็นอะไรที่ยากมาก แต่เห็นว่าเป็น ฉุยฉายไกรทอง (ซึ่งอันนี้เราก็นึกว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านี้...เพราะดันลืมฟังว่าเป็นรำฉุยฉายก็เลยไม่มีตัวอื่นออกมา) เห็นว่ารำไปมอย่างงี้เหอะ เห็นเสร็จเล่นเอาหอยเหมือนกัน งานนี้ก็ได้มาลัยจากแม่ยกพอควรอยู่ จากกนั้นก็ต่อด้วยระบำกลองยาวชุดสุดท้าย ก็ไม่เชิงระบำกลองยาวหรอก เพราะเป็นหนังเล่นสลับร้อง(หรือว่ามีรำตอนท้าย..เพราะเราหนีกลับก่อน) ก็โอเคเลย เล่นตั้งเย็น ๆ แดดเริ่มตก จนฟ้ามืดนิด ๆ น่าจะมีการประชาสัมพันธืให้คนได้มาดูเยอะ ๆ จะได้ให้คนทำได้มีกำลังใจทำต่อไปเรื่อย ๆ ต่อไป


เสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสมากินสุกี้เรือนเพชรอีกครา….หลังจากห่างหายจากครั้งแรกก็นานอยู่ ไม่รู้ว่ากี่ปี...โหเกือบ ๆ จะ 3 ปีได้แล้วมั้ง เพราะตอนนั้นที่กินครั้งแรก ก็ยังอยู่รังสิตอยู่ ครั้งนี้ก็ทำงานแล้ว จะ 3 ปีแล้ว (โดยที่เจ้าภาพยังคนเดิม..แล้วไอ้เราก็ทำงานแล้วทำไมไม่จ่ายหา...) ซึ่งก็เหมือนเป็นการนัดเจอคุยกันอย่างไม่เป็นทางการเท่าไหร่ เพราะว่ากินกันเสร็จก็แยกย้ายจากกันไป เริ่มสังหารกันตั้งแต่เที่ยงนิด ๆ เสร็จก็เกือบบ่าย 2 (โห...กินหรือะไรหละนี่) ซึ่งดูแล้วว่าแต่ละคนก็ดูมีความสุขกันทั่วหน้า อย่างอาจารย์ฑิเองก็มากับแฟน พี่ออ (พูดน้อย เสียงเบา..แต่ใจดี) ส่วนเอ๊ก็มากับกฎ(ใช่เขียนงี้เปล่าอ่ะ) ใบก็มากับน้องกระถิน (ที่ยังคนงดูเงียบ ๆ ไม่คุย เหมือนเดิม) ส่วนดาวก็มาคนเดียวแต่ใช่ว่าจะเดียวดาย(เพราะมีคู่แล้ว) เพราะมีเรานั่งเม้าท์เป็นเพื่อนจนโดนทักว่าเดี๋ยวนี้พูดมากขึ้น... ดูโดยรวมแล้วก็เฮอามีความสุขกันดี เราก็โอเค เสียดายที่ว่าไม่ค่อยมีเวลาคุยกันมากกว่านี้ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกันใหม่ ยังไงเราก็ยังไม่ไปไหนง่าย ๆ